กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินสาย 3 มหาวิทยาลัยเครือข่าย TISC ให้คำปรึกษาเชิงรุกด้านสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร มุ่งยกระดับคุณภาพคำขอ

Category: พาณิชย์
Published on Sunday, 26 April 2026 04:28
Hits: 369

3มหาวิทยาลัยพาณิชย์ ให้ความรู้ 3 มหาวิทยาลัย แก้ปมยื่นจดสิทธิบัตร-อนุสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์
      กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยผลการเดินสาย 3 มหาวิทยาลัย ให้คำปรึกษาเชิงรุกการยื่นจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร เพิ่มโอกาสการได้รับจดทะเบียน และลดปริมาณคำขอค้างสะสม หลังพบปัญหาคำขอขาดความสมบูรณ์หรือมีรายละเอียดไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ต้องเสียเวลาแก้ไข และการพิจารณาล่าช้า ระบุหลังเข้าช่วย สามารถแก้ปัญหาได้เป็นจำนวนมาก เตรียมลุยช่วยสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยอื่นๆ ต่อ
     นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงรุกด้านสิทธิบัตรเป็นรายคำขอ เพื่อยกระดับคุณภาพคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ให้มีความสมบูรณ์ โดยนำร่องจัดกิจกรรมในสถาบันการศึกษาภายใต้เครือข่ายศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TISC) 3 แห่ง ใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (จ.เชียงใหม่) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (กรุงเทพฯ) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มี.ค.2569 ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับจดทะเบียนและมุ่งลดปริมาณคำขอที่ค้างสะสม ซึ่งจะช่วยเร่งผลักดันให้ผลงานนวัตกรรมเข้าสู่ภาคธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย
      ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตรในไทยสูงถึง 13,330 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.41% โดยเป็นคำขอของผู้ยื่นต่างชาติ 59.3% และผู้ยื่นชาวไทย 40.7% ซึ่งคำขอของไทยส่วนใหญ่เป็นคำขอรับอนุสิทธิบัตร และมีหน่วยงานภาคการศึกษาเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ แต่มีคำขอของไทยบางส่วนที่กรมยังไม่สามารถรับจดทะเบียนได้ เนื่องจากคำขอขาดความสมบูรณ์หรือมีรายละเอียดที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ยื่นต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไขคำขอ และทำให้กระบวนการพิจารณาคำขอต้องล่าช้าออกไป กรมจึงเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมความรู้และการให้คำแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการจัดทำคำขอให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในกระบวนการพิจารณาคำขอ ทำให้การจดทะเบียนเป็นไปอย่างรวดเร็ว
       โดยผลการดำเนินงาน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีคณาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าร่วม 123 ราย และสามารถสะสางคำขอค้างสะสมของมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งได้ถึง 155 คำขอ แบ่งเป็น 1.คำขอที่แก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและเตรียมพร้อมรับจดทะเบียน 98 คำขอ คิดเป็น 63.2% 2.คำขอที่อยู่ระหว่างดำเนินการร่างหรือจัดเตรียมคำขอแก้ไขเพิ่มเติม 29 คำขอ คิดเป็น 18.7% และ 3.คำขอที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ และได้มีการถอนหรือละทิ้งคำขอ 28 คำขอ คิดเป็น 18.1%
      นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการจัดทำคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วม โดยผลการประเมิน พบว่า ผู้เข้าร่วมมีระดับความเข้าใจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 88.4% สะท้อนถึงการยกระดับศักยภาพของผู้ยื่นคำขอได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมมีแผนขยายผลการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวไปยังสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยในภูมิภาคอื่นของไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป
       นางอรมน กล่าวว่า กรมยังได้พัฒนาบริการสนับสนุนการสร้างสรรค์และคุ้มครองสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ บริการให้คำปรึกษาออนไลน์ (Tele-Consulting) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ยื่นคำขอสามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของกรมผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว บริการวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีด้านสิทธิบัตรทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการวางแผนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างมีทิศทาง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง ตลอดจนโครงการเร่งรัดสิทธิบัตรมุ่งเป้า (Target Patent Fast Track) ในสาขานวัตกรรมสำคัญ เช่น นวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเป็นช่องทางเร่งรัดการจดทะเบียนและส่งเสริมการนำผลงานนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
      แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างนวัตกรรมของประเทศ เพื่อรองรับความท้าทายในมิติต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมา นวัตกรรมที่คนไทยยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบอนุสิทธิบัตร ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีเดิม กรมจึงมุ่งส่งเสริมงานวิจัยขั้นสูงและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นนวัตกรรมของคนไทย พร้อมผลักดันให้มีการจดทะเบียนรับความคุ้มครองสิทธิบัตรมากขึ้น เพื่อยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

photoscapeกรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินสาย 3 มหาวิทยาลัยเครือข่าย TISC ให้คำปรึกษาเชิงรุกด้านสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร มุ่งยกระดับคุณภาพคำขอ เพื่อเร่งคุ้มครองนวัตกรรมไทย สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์
     กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าส่งเสริมนวัตกรรมไทยให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร และใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรลงพื้นที่มหาวิทยาลัยภายใต้เครือข่ายศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology and Innovation Support Center: TISC) 3 แห่ง ใน 3 ภูมิภาค ให้คำปรึกษาเชิงรุกด้านสิทธิบัตรเป็นรายคำขอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับจดทะเบียนและมุ่งลดปริมาณคำขอที่ค้างสะสม ซึ่งจะช่วยเร่งผลักดันให้ผลงานนวัตกรรมเข้าสู่ภาคธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
      นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า สถิติในปี 2568 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตรในประเทศไทยสูงถึง 13,330 คำขอ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.41 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยเป็นคำขอของผู้ยื่นต่างชาติ 59.3% และผู้ยื่นชาวไทย 40.7% ซึ่งคำขอของไทยส่วนใหญ่เป็นคำขอรับอนุสิทธิบัตร และมีหน่วยงานภาคการศึกษาเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ดี มีคำขอของไทยบางส่วนที่กรมฯ ยังไม่สามารถรับจดทะเบียนได้ เนื่องจากคำขอขาดความสมบูรณ์หรือมีรายละเอียดที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ยื่นต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไขคำขอ และทำให้กระบวนการพิจารณาคำขอต้องล่าช้าออกไป

       กรมฯ จึงเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมความรู้และการให้คำแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการจัดทำคำขอให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในกระบวนการพิจารณาคำขอ ทำให้การจดทะเบียนเป็นไปอย่างรวดเร็ว และส่งเสริมให้เกิดการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น
       ด้วยเหตุนี้ กรมฯ จึงได้จัดกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงรุกด้านสิทธิบัตรเป็นรายคำขอ เพื่อยกระดับคุณภาพคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรให้มีความสมบูรณ์ โดยนำร่องจัดกิจกรรมในสถาบันการศึกษาภายใต้เครือข่าย TISC 3 แห่ง ใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (จ.เชียงใหม่) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (กรุงเทพฯ) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม 2569 โดยผลการดำเนินงานได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีคณาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าร่วม 123 ราย และสามารถสะสางคำขอค้างสะสมของมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งได้ถึง 155 คำขอ
       แบ่งเป็น (1) คำขอที่แก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและเตรียมพร้อมรับจดทะเบียน 98 คำขอ คิดเป็น 63.2% (2) คำขอที่อยู่ระหว่างดำเนินการร่างหรือจัดเตรียมคำขอแก้ไขเพิ่มเติม 29 คำขอ คิดเป็น 18.7% และ (3) คำขอที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ และได้มีการถอนหรือละทิ้งคำขอ 28 คำขอ คิดเป็น 18.1% นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการจัดทำคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วม โดยผลการประเมินพบว่า ผู้เข้าร่วมมีระดับความเข้าใจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 88.4% สะท้อนถึงการยกระดับศักยภาพของผู้ยื่นคำขอได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กรมฯ มีแผนขยายผลการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวไปยังสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยในภูมิภาคอื่นของไทยอย่างต่อเนื่อง
       นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากกิจกรรมดังกล่าว กรมฯ ยังได้พัฒนาบริการสนับสนุนการสร้างสรรค์และคุ้มครองสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ บริการให้คำปรึกษาออนไลน์ (Tele-Consulting) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ยื่นคำขอสามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของกรมฯ ผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว บริการวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีด้านสิทธิบัตรทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการวางแผนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างมีทิศทาง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง ตลอดจนโครงการเร่งรัดสิทธิบัตรมุ่งเป้า (Target Patent Fast Track) ในสาขานวัตกรรมสำคัญ เช่น นวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเป็นช่องทางเร่งรัดการจดทะเบียนและส่งเสริมการนำผลงานนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
       ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างนวัตกรรมของประเทศ เพื่อรองรับความท้าทายในมิติต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมา นวัตกรรมที่คนไทยยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบอนุสิทธิบัตร ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีเดิม กรมฯ จึงมุ่งส่งเสริมงานวิจัยขั้นสูงและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นนวัตกรรมของคนไทย พร้อมผลักดันให้มีการจดทะเบียนรับความคุ้มครองสิทธิบัตรมากขึ้น เพื่อยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

Click Donate Support Web 

GSB720x100pxใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100CKPower 720x100QIC 720x100วิริยะ 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100