ศุภจี แจงแผนพาณิชย์ใช้งบปี 70 เน้นดูแลค่าครองชีพ เกษตร SME ส่งออก แก้นอมินี
ศุภจี แจงแผนพาณิชย์ใช้งบปี 70 เน้นดูแลค่าครองชีพ เกษตร SME ส่งออก แก้นอมินี
ศุภจี เผยแนวทางการใช้งบประมาณ ปี 70 ของพาณิชย์ เน้นแก้ปัญหาระยะสั้น ควบคู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ผ่านนโยบายหลัก การดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน การดูแลราคาสินค้าเกษตร การส่งเสริมและพัฒนา SME การเร่งขัดเคลื่อนการส่งออก การเร่งแก้ปัญหานอมินีและทุนเทา และการนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในงานบริการภาครัฐ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นโยบายสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2570 จะเน้นการแก้ปัญหาระยะสั้น ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพราะประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์โลก ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหาในส่วนของไทยเองที่เข้าสู่สังคมสูงวัย
และเศรษฐกิจไทยติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมานาน โดยมีแผนดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง การดูแลราคาสินค้าเกษตร การส่งเสริมและพัฒนา SME การเร่งขัดเคลื่อนการส่งออก การเร่งแก้ปัญหานอมินีและทุนเทา และการนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในงานบริการภาครัฐ
สำหรับ การดูแลค่าครองชีพ จะบูรณาการกับหลายหน่วยงานผ่านโครงการ 'ไทยช่วยไทย'และ'ไทยช่วยไทยพลัส'อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนทั่วประเทศให้มีรายได้
สินค้าเกษตร จะปรับทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำ ปรับการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด กลางน้ำ ผลักดันการสร้างล้งชุมชน เพื่อรวบรวมผลผลิต เพิ่มมูลค่า และเชื่อมโยงตลาด เช่น การจัดตั้งล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอมที่จังหวัดราชบุรี และปลายน้ำ เร่งดำเนินการตลาดเชิงรุกและการขายล่วงหน้า
เช่น ทุเรียน ปีนี้ ประเมินผลผลิตเพิ่ม 30% และมีผลเล็กมาก ได้ส่งทีมไปเจรจาที่หน้าด่าน เปิดช่องทางพิเศษ คุมเข้มสารปนเปื้อน และทำตลาดไซส์เล็ก ทำให้ไม่มีปัญหา และข้าว ได้ส่งเสริมการผลิตข้าวประณีต นำร่อง 200 ชุมชน ปี 2570 จะขยายเป็น 466 ชุมชน เพื่อผลักดันเกษตรกรผลิตข้าวมูลค่าสูง
การส่งเสริมและพัฒนา SME ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อจีดีพีจาก 35% เป็น 40% ด้วยการพัฒนาทักษะ การสร้างโอกาสทางการค้า การเข้าถึงตลาดออนไลน์ การส่งเสริมแฟรนไชส์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทั้งหลักประกันทางธุรกิจ และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน
การผลักดันการส่งออก จะเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ทั้งในประเด็นมาตรการภาษีตอบโต้ (ART) และการไต่สวนตามมาตรา 301 ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกา รวมทั้งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งปัจจุบันปิดการเจรจาแล้ว 11 ข้อบท จาก 24 ข้อบท และตั้งเป้าปิดเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 5 ข้อบทในการเจรจารอบปัจจุบัน
การแก้ปัญหานอมินีและทุนสีเทา ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับ 23 หน่วยงาน ตั้งแต่การป้องกันการจดทะเบียนบริษัท การตรวจสอบเส้นทางการเงิน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลบัญชีม้า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และฐานข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ทำให้สามารถลดจำนวนบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และจะลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเพิ่ม ทั้งกรมสรรพากรและกรมที่ดิน เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
การเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการให้บริการภาครัฐ ทั้งการตรวจจับความเสี่ยงของบริษัทนอมินี การให้บริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การแนะนำการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA และการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า
รวมถึงบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ GISTDA เพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนบริหารจัดการผลผลิตและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ถ้าทราบว่าที่ไหนเกิดปัญหาก็จะให้พาณิชย์จังหวัดประสานเข้าไปรับซื้อ














