เปิดเทรนด์สิทธิบัตรเทคโนโลยีจัดการภัยพิบัติ โลกเร่งพัฒนา AI ดิจิทัล รับมือวิกฤต

Category: พาณิชย์
Published on Saturday, 25 April 2026 16:58
Hits: 375

AIดิจิทัลเปิดเทรนด์สิทธิบัตรเทคโนโลยีจัดการภัยพิบัติ โลกเร่งพัฒนา AI ดิจิทัล รับมือวิกฤต
       กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรด้านการจัดการภัยพิบัติทั่วโลก ในรอบ 20 ปี พบมีการเติบโตต่อเนื่อง ยิ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ยิ่งเติบโต มีการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง การใช้ AI ระบบอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ เผยไทยก็มีโอกาสพัฒนาเทคโนโลยีจัดการภัยพิบัติ ทั้งป้องกันน้ำท่วม PM 2.5 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดรนสำรวจน้ำท่วม ไฟป่า ​
       นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในรอบ 20 ปี (2550–2569) พบว่า เทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตของวงจรชีวิตเทคโนโลยี โดยในช่วงปี 2550–2552 มีการยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรน้อยกว่า 700 กลุ่มสิทธิบัตรต่อปี แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการเร่งตัวของนวัตกรรมอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะในปี 2568 ที่มีการยื่นจดทะเบียนสูงสุดที่ 8,157 กลุ่มสิทธิบัตร สอดคล้องกับความท้าทายของโลกจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น และความจำเป็นในการบริหารจัดการวิกฤตภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าในปี 2570 จะมีจำนวนการยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรทั่วโลกมากกว่า 10,000 กลุ่ม และเพิ่มเป็น 14,700 กลุ่มในปี 2573
      ทั้งนี้ ​เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในระดับโลก พบว่า จีนถือครองสิทธิบัตรมากที่สุดกว่า 54.6% โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่หลากหลาย โดยเฉพาะด้านการจัดการวิกฤตและความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสะท้อนการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ
      รองลงมา คือ สหรัฐฯ ครองสัดส่วนสิทธิบัตร 10.8% โดยเน้นเทคโนโลยีด้านการจัดการวิกฤต ตามด้วยอินเดีย 8.3% ซึ่งเป็นประเทศที่น่าจับตามองและมีจำนวนสิทธิบัตรเติบโตเร็วในช่วง 20 ปีหลัง โดยมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีตอบสนองและการกู้ภัย ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศจะมีรูปแบบความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีแตกต่างกัน สะท้อนถึงศักยภาพด้านการวิจัย โครงสร้างอุตสาหกรรม ตามบริบทของภัยพิบัติที่แตกต่างกัน​
หากพิจารณาที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ผู้เล่นสำคัญในระบบนวัตกรรมจัดการภัยพิบัติ ได้แก่ Samsung Electronics 2,335 กลุ่มสิทธิบัตร State Grid Corporation of China 473 กลุ่มสิทธิบัตร IBM 260 กลุ่มสิทธิบัตร และ Chongqing University of Posts and Telecommunications 247 กลุ่มสิทธิบัตร โดยผู้เล่นรายใหญ่ทั้ง 4 อันดับข้างต้น มีสัดส่วนสิทธิบัตรรวมกันไม่ถึง 12% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้
       สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดยังมีการแข่งขันที่กระจายตัวสูง และโอกาสยังเปิดกว้างในเชิงกลยุทธ์ อาทิ การพัฒนาสิทธิบัตรเฉพาะทางในประเทศหรือภูมิภาคที่ยังมีผู้เล่นไม่มาก การรวมทรัพย์สินทางปัญญาผ่านการควบรวมกิจการหรือการอนุญาตใช้สิทธิ (Licensing) การเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายสาขาเข้าด้วยกัน (Technology Convergence) อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และเซนเซอร์แบบเรียลไทม์ โดรนและหุ่นยนต์สำหรับกู้ภัย รวมถึง Digital Twin เพื่อจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ เป็นต้น
     นางอรมน กล่าวว่า เทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ​1.เทคโนโลยีการทำนายและการเตือนภัยล่วงหน้า (Prediction & Early Warning) มีสัดส่วนสิทธิบัตร 14.9% ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีสำหรับการพยากรณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การตรวจสอบสิ่งแวดล้อมและระบบแจ้งเตือนที่ใช้เซนเซอร์ ปัจจุบันเทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในระยะเติบโตและยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
     โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 10% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยประเทศจีนครองตำแหน่งผู้ยื่นสิทธิบัตรสูงสุดกว่า 83.2% ของสิทธิบัตรในกลุ่มนี้ และมี State Grid Corporation of China เป็นผู้นำในแง่ผู้ถือสิทธิ สำหรับ แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ แบบจำลองเชิงทำนายที่ใช้ AI ซึ่งรวมภาพถ่ายดาวเทียมกับข้อมูลเซนเซอร์ภาคพื้นดิน แพลตฟอร์มเตือนภัยอันตรายที่ใช้ IoT ซึ่งบูรณาการเซนเซอร์แผ่นดินไหว อุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา รวมถึงการจำลองดิจิทัลทวิน (Digital Twin) สำหรับการสร้างแบบจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติและระบบแจ้งเตือนชุมชน เป็นต้น
      2.เทคโนโลยีการตอบสนองและการกู้ภัย (Response & Rescue) มีสัดส่วนสิทธิบัตร 13.7% ครอบคลุมเทคโนโลยีด้านการสื่อสารฉุกเฉิน หุ่นยนต์ค้นหาและกู้ภัย ระบบตอบสนองทางการแพทย์ และการประสานงานโลจิสติกส์ ปัจจุบันเทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในระยะเติบโตและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 13.4% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยจีนมีสิทธิบัตรสูงสุดที่ 61.5% ของสิทธิบัตรในกลุ่มนี้ ตามมาด้วยอินเดียที่สัดส่วน 15.5% ผู้เล่นสำคัญ ได้แก่
      Saveetha Institute of Medical and Technical Sciences (อินเดีย) China University of Mining and Technology (จีน) Chandigarh University (อินเดีย) เป็นต้น สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ โดรนอัตโนมัติสำหรับการสำรวจพื้นที่และการตรวจจับผู้ประสบภัย ระบบการคัดแยกและการจัดสรรทรัพยากรที่ขับเคลื่อนด้วย AI เครือข่ายสื่อสารที่ปรับใช้ได้ (แบบ mesh/ad-hoc) สำหรับ พื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย แพลตฟอร์มหุ่นยนต์สำหรับปฏิบัติการกู้ภัยในสภาพแวดล้อมอันตราย เป็นต้น
      3.เทคโนโลยีการจัดการวิกฤต (Crisis Management) มีสัดส่วนสิทธิบัตร 36.9% เน้นระบบบัญชาการและควบคุม เครือข่ายการสื่อสาร การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับการประสานงานภัยพิบัติ และการสนับสนุนการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ปัจจุบันการจัดการวิกฤตเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตรวดเร็วและโดดเด่นที่สุด มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 26.2% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
      โดยจีนยังคงครองตำแหน่งผู้ถือสิทธิบัตรสูงสุด ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา และอินเดีย ผู้เล่นสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ State Grid Corporation of China (จีน) Chongqing University of Posts and Telecommunications (จีน) IBM (สหรัฐฯ) Beijing University of Posts and Telecommunications (จีน) เป็นต้น สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LMs) สำหรับการสื่อสารวิกฤตและการดึงข้อมูล ดิจิทัลทวินสำหรับการจำลองภัยพิบัติแบบเรียลไทม์และการวางแผนตอบสนอง ระบบการประสานงานที่ใช้บล็อกเชนสำหรับการตอบสนองฉุกเฉินหลายหน่วยงาน โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารฉุกเฉิน 5G/6G เป็นต้น
      4.เทคโนโลยีความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Resilience) มีสัดส่วนสิทธิบัตร 35.5% มุ่งเน้นการก่อสร้างที่ต้านทานภัยพิบัติ ระบบป้องกันแผ่นดินไหว และนวัตกรรมวิศวกรรมโครงสร้าง เทคโนโลยีกลุ่มนี้แม้จะมีจำนวนสิทธิบัตรสะสมสูง แต่เริ่มมีแนวโน้มเข้าสู่ระยะอิ่มตัว มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ ลบ 11.3% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของนวัตกรรมจากโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิมไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัลที่เน้นการวิเคราะห์ข้อมูล พยากรณ์อย่างแม่นยำ และตอบสนองแบบอัตโนมัติ
     อย่างไรก็ดี จีนยังคงครองตำแหน่งผู้ถือสิทธิบัตรสูงสุดในกลุ่มนี้ ตามมาด้วยญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ผู้เล่นสำคัญในกลุ่มนี้ คือ Samsung Electronics (เกาหลีใต้) สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ โลหะผสมจำรูปร่างและคอนกรีตซ่อมแซมตัวเองสำหรับโครงสร้างต้านทานแผ่นดินไหว ระบบตรวจสอบสุขภาพโครงสร้างอัจฉริยะพร้อมเซนเซอร์ IoT ฝังตัว วัสดุก่อสร้างทนน้ำท่วมและเทคนิคการก่อสร้างยกระดับ อุปกรณ์แยกแผ่นดินไหวและการกระจายพลังงานสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เป็นต้น

 

Click Donate Support Web 

GSB720x100pxใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100CKPower 720x100QIC 720x100วิริยะ 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100