พาณิชย์ เยี่ยมแปลงปลูกมันหวานญี่ปุ่น ศึกษาโมเดลปรับใช้ส่งเสริมเกษตรกรไทย
พาณิชย์ เยี่ยมแปลงปลูกมันหวานญี่ปุ่น ศึกษาโมเดลปรับใช้ส่งเสริมเกษตรกรไทย
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเยี่ยมชมแปลงปลูกมันหวานญี่ปุ่น เรียนรู้โมเดลเกษตรมูลค่าสูง การควบคุมคุณภาพสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และนำปรับใช้กับสินค้า GI ของไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมชมแปลงปลูกมันหวานนาเมะกาตะ (Namegata) ณ จังหวัดอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น ว่า ได้เข้าไปเรียนรู้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง การควบคุมคุณภาพสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แลกเปลี่ยนองค์ความรู้วิถีการเกษตร ระหว่างไทยและญี่ปุ่น และการทำตลาด รวมถึงการถอดบทเรียนจากโมเดลเกษตรมูลค่าสูงของญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้กับสินค้าเกษตรไทย ตามแนวความสำเร็จของมันหวานญี่ปุ่น
สำหรับ มันหวานนาเมะกาตะ เป็นมันหวานที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น นับได้ว่าเป็นมันหวานญี่ปุ่นที่มีรสชาติดีที่สุด เนื้อสัมผัสนุ่ม เมื่อนำไปเผาแล้วทำให้มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ มันหวานญี่ปุ่นยังเป็นส่วนผสมสำคัญที่สามารถนำไปทำเป็นขนมได้หลากหลายชนิด สายพันธุ์ของมันหวานที่เป็นที่รู้จัก
และนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น คือ ประกอบด้วย มันเทศสีเหลือง สายพันธุ์เบนิอาซึมะ สายพันธุ์เบนิ ฮารุกะ สายพันธุ์นารุโตะคิงโตคิ สายพันธุ์ซีลสวีท สายพันธุ์คุริโคกาเนะ และสายพันธุ์เบนิโคกาเนะ ซึ่งเป็นมันเนื้อสีเหลืองที่มีเนื้อสัมผัสคล้ายเผือก มีปริมาณน้ำตาลสูง มีรสชาติหวานมากเมื่อนำไปเผา ข้อดีของสายพันธุ์นี้ คือ ไม่ค่อยมีแมลงรบกวน ด้วยเอกลักษณ์และคุณสมบัติต่าง ๆ ข้างต้น จึงทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2566 และเป็นมันเนื้อสีที่มีแนวโน้มการผลิตเพิ่มขึ้นในอนาคต
โดยพื้นที่ผลิตมันหวานนาเมะกาตะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดอิบารากิ บริเวณรอบๆ ทะเลสาบคาซึมิกาอุระและทะเลสาบคิตาอุระ มีสภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่นและคุณภาพของดินสามารถระบายน้ำได้ดี จึงมีสภาพธรรมชาติเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกมันหวานนาเมะกาตะเป็นอย่างมาก สามารถผลิตมันหวานนาเมะกาตะได้ปริมาณสูงถึง 20,728 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4,718 ล้านเยน (940 ล้านบาทไทย) และมีปริมาณผลผลิตส่งออกถึง 994.3 ตัน โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ คือ มาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ แคนาดา ฝรั่งเศสและเยอรมนี แสดงถึงความสามารถในการแข่งขันและการกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง
นอกจากนี้ ความสำเร็จของมันหวานญี่ปุ่นยังสะท้อนถึงศักยภาพด้านการผลิตที่มีคุณภาพสูงและการบริหารจัดการที่เน้นความยั่งยืน รวมทั้งการปรับปรุงพันธุ์ การดูแลพื้นที่เพาะปลูก และการเปิดตลาดส่งออกที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการศึกษาดูงานความสำเร็จของสินค้า GI มันหวานนาเมะกาตะของญี่ปุ่นแล้ว กรมมีแผนที่จะผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทย ขอรับความคุ้มครองในญี่ปุ่นให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ได้รับการขึ้นแล้ว 3 รายการ คือ กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และสับปะรดห้วยมุ่น เพื่อช่วยช่วยสร้างแต้มต่อในการสื่อสารคุณภาพของสินค้าของไทย และสร้างการยอมรับสินค้า GI ไทย ซึ่งจะส่งผลให้สินค้า GI ไทยสามารถเติบโตในตลาดญี่ปุ่นที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างแข็งแรงต่อไป
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกด้าน GI บุกแดนอาทิตย์อุทัย ศึกษาโมเดลเกษตรมูลค่าสูงถึงแหล่งปลูกมันหวานญี่ปุ่น ตั้งเป้ายกระดับศักยภาพ GI ไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก
กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่แหล่งผลิตมันหวานนาเมะกาตะ (Namegata Sweet Potato) ณ จังหวัดอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาเรียนรู้กระบวนการผลิตมันหวานนาเมะกาตะ GI ต้นแบบของญี่ปุ่นที่มีขั้นตอนผลิตอย่างพิถีพิถันและมีระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด สามารถส่งออกสู่ตลาดพรีเมียมทั่วโลกและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเกษตรมูลค่าสูงและการบริหารจัดการ GI กับกลุ่มเกษตรกรญี่ปุ่น เพื่อนำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพสินค้า GI ไทยและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การเยือนแหล่งผลิตมันหวานนาเมะกาตะของประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ ได้พบหารือกับกลุ่มผู้ประกอบการ นำโดย Mr. Yuji Kuriyama ผู้อำนวยการสหกรณ์การเกษตรนาเมกาตะ ชิโอไซ (JA Namegata Shiosai) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาและคุ้มครองสินค้า GI ตลอดห่วงโซ่การผลิต
ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานคุณภาพ การควบคุมแหล่งผลิต การบริหารจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และทำตลาดเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับพรีเมียม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูงของไทย
นางอรมน กล่าวว่า มันหวานนาเมะกาตะเป็นสินค้า GI ที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น มีหลายสายพันธุ์ เช่น เบนิอาซึมะ เบนิฮารุกะ นารุโตะคิงโตคิ ซีลสวีท คุริโคกาเนะ เบนิโคกาเนะ เป็นต้น เนื้อมีสีเหลืองมีปริมาณน้ำตาลสูง รสชาติหวานอร่อย เนื้อสัมผัสนุ่ม เมื่อนำไปเผาจะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ สามารถนำไปเป็นส่วนผสมของขนมและผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลายชนิด จึงมีแนวโน้มการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณภาพของมันหวานนาเมะกาตะเป็นผลมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์โดยตรง
โดยพื้นที่แหล่งผลิตตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดอิบารากิ บริเวณรอบทะเลสาบคาซึมิกาอุระและทะเลสาบคิตาอุระ ซึ่งมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่น และดินระบายน้ำได้ดี เหมาะสำหรับการปลูกมันหวานเป็นอย่างยิ่ง
มันหวานนาเมะกาตะถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการยกระดับสินค้าเกษตรผ่านระบบ GI ที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ความสำคัญตั้งแต่การคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ การดูแลแปลงเพาะปลูก ตลอดจนการควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างพิถีพิถัน โดยผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการเพาะปลูกมันเทศที่สภาจังหวัดอิบารากิกำหนดอย่างเคร่งครัด มีการบริหารจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวอย่างเป็นระบบผ่านกระบวนการบ่มและเก็บรักษาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อรักษาคุณภาพและรสชาติ
พร้อมนำจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ความแตกต่างมาสร้างแบรนด์สินค้าสู่ตลาดระดับพรีเมียม ปัจจุบันผู้ประกอบการสามารถผลิตมันหวานนาเมะกาตะได้สูงถึง 20,728 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 4,718 ล้านเยน หรือประมาณ 940 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ มาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ แคนาดา ฝรั่งเศส และเยอรมนี สะท้อนศักยภาพด้านการแข่งขันและการบริหารจัดการสินค้าที่ได้มาตรฐาน สามารถขยายตลาดไปยังประเทศที่มีกำลังซื้อสูงทั่วโลก
นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตรียมนำโมเดลการบริหารจัดการ GI แบบครบวงจรของญี่ปุ่น ทั้งด้านการควบคุมคุณภาพสินค้า การบริหารจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และการวางกลยุทธ์การตลาดระดับพรีเมียม มาประยุกต์ใช้กับสินค้า GI ไทยที่มีศักยภาพ อาทิ สินค้าในกลุ่มกาแฟ มะพร้าวน้ำหอม ส้มโอ สับปะรด เป็นต้น เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรทั่วไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าสินค้า GI ไทยในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขยายช่องทางจำหน่ายในตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของสินค้า GI ไทยในตลาดโลก
ทั้งนี้ กรมฯ จะเดินหน้าผลักดันสินค้า GI ไทยให้ได้รับความคุ้มครองในต่างประเทศ และต่อยอดความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย โดยปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศขึ้นทะเบียนคุ้มครองสินค้า GI ไทยแล้ว 3 รายการ ได้แก่ กาแฟดอยตุง (เชียงราย) กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) และสับปะรดห้วยมุ่น (อุตรดิตถ์)
ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรคุณภาพสูงที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว และกรมฯ เตรียมผลักดันสินค้า GI ไทยรายการอื่นๆ ให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งการได้รับความคุ้มครองในตลาดสำคัญอย่างญี่ปุ่นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพตรงใจ และส่งเสริมให้สินค้า GI ไทยสามารถเติบโตในตลาดที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างเข้มแข็งต่อไป













