กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปลื้ม! ทุเรียน GI ไทยกระแสแรง สร้างมูลค่าการตลาดทะลุ 6.8 หมื่นล้านบาท ชู 5 สุดยอดทุเรียนอัตลักษณ์ แชมป์มูลค่าสูงสุดแห่งปี

Category: พาณิชย์
Published on Sunday, 08 March 2026 00:19
Hits: 394

ทุเรียน GI​ปี 68 ทุเรียน GI สร้างมูลค่าตลาด 6.8 หมื่นล้าน 'ทุเรียนชุมพร'แชมป์ขายสูงสุด
      กรมทรัพย์สินทางปัญญาสำรวจตลาดทุเรียนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ปี 68 จำนวน 19 รายการ จาก 17 จังหวัด พบสร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงถึง 68,000 ล้านบาท ทุเรียนชุมพร คว้าแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด ตามด้วยทุเรียนทองผาภูมิ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา และทุเรียนหมอนทองระยอง
      นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการสำรวจสถานการณ์การตลาดสินค้าทุเรียนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทยจำนวน 19 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ในปี 2568 พบว่า สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงถึง 68,000 ล้านบาท

      ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มูลค่าการตลาดที่สูงของทุเรียน GI นี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าสินค้า GI ไม่เพียงแต่เป็นสินค้าแห่งคุณภาพ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร กระจายรายได้สู่ชุมชน โดยกรมจะเดินหน้าส่งเสริมการรักษาและควบคุมคุณภาพ และขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ทุเรียน GI ไทยยังคงเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมที่สร้างชื่อเสียงและรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป
       สำหรับ ทุเรียน GI ที่สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงสุด 5 อันดับแรกในปี 2568 ได้แก่ 1.ทุเรียนชุมพร ขึ้นแท่นอันดับ 1 ทุเรียน GI ที่มีมูลค่าสูงสุดกว่า 49,000 ล้านบาท โดดเด่นด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตัว และแหล่งผลิตกว้างขวางจึงมีปริมาณการผลิตมากกว่า 379,000 ตัน ราคาขายเฉลี่ย 80–180 บาทต่อกิโลกรัม
      จุดเด่นเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่มีผลทรงกลม ร่องพูหนามชัดเจน เปลือกบาง เนื้อหนาเนียนละเอียด สีเหลืองอ่อน เส้นใยเหนียวนุ่ม รสชาติหวานมัน และมีกลิ่นหอมไม่ฉุน ซึ่งปลูกในพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมสองฝั่งทะเล ทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการของต้นทุเรียน มีผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี และมีมากช่วงเดือน พ.ค.-ก.พ.
     2.ทุเรียนทองผาภูมิ รสสัมผัสละมุนแห่งเทือกเขาตะนาวศรีของจังหวัดกาญจนบุรี สร้างมูลค่ากว่า 6,900 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 9,224 ตัน ราคาขายเฉลี่ย 100–300 บาทต่อกิโลกรัม และบางช่วงราคาพุ่งสูงถึง 1,200 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่นคือเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เนื้อหนาเป็นครีมละเอียด สีเหลืองทองสวยงาม รสชาติหวานมัน กลิ่นไม่ฉุน และมีเปลือกบาง ซึ่งเป็นผลจากการปลูกในพื้นที่ดินลูกรังที่ระบายน้ำดีเยี่ยม
      ในเขตพื้นที่ 4 อำเภอของกาญจนบุรี ได้แก่ อำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอสังขละบุรี และอำเภอศรีสวัสดิ์ และท่ามกลางสภาพอากาศที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูงจากการอยู่ใกล้เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ ช่วยส่งเสริมให้เนื้อทุเรียนมีความเนียนนุ่ม แห้งและมีคุณภาพสูง โดยผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.
       3.ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ จากดินแดนภูเขาไฟโบราณ สู่ทุเรียนที่มีเนื้อแห้ง นุ่มเหนียว เนื้อละเอียด รสชาติหวานมันกำลังดี และกลิ่นหอมละมุนที่เป็นเอกลักษณ์ มีทั้งพันธุ์หมอนทอง ชะนี และก้านยาว สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 3,400 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 19,800 ตัน ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 150–200 บาทต่อกิโลกรัม
      โดยความลับความอร่อยคือการปลูกในดินที่เกิดจากภูเขาไฟโบราณ (หินบะซอลต์) ในอำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรลักษ์ และอำเภอศรีรัตนะ ซึ่งมีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชสูง ดินระบายน้ำได้ดีเยี่ยม ทำให้ทุเรียนไม่เป็นโรครากเน่าและเนื้อไม่แฉะ เริ่มมีการปลูกอย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2531 และกลายมาเป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงระดับโลกในปัจจุบัน โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.
4.ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา อัญมณีจากใต้สุดแดนสยาม ทุเรียนที่ปลูกท่ามกลางหุบเขาและสายน้ำ ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูง มีมูลค่าการตลาดกว่า 2,900 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 19,000 ตัน มีราคาขายเฉลี่ย 120–180 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่น คือ เนื้อแห้ง ละเอียด เส้นใยน้อย รสชาติหวานมันเข้มข้น มีกลิ่นเฉพาะตัวตามสายพันธุ์ ทั้งหมอนทอง ก้านยาว ชะนี พวงมณี มูซังคิง และหนามดำ
       โดยชื่อ 'สะเด็ดน้ำ' มาจากสภาพพื้นที่ปลูกที่เป็นภูเขาและเนินเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100 เมตรขึ้นไป ซึ่งมีความลาดชันสูงทำให้ระบายน้ำได้เร็วมาก ส่งผลให้เนื้อทุเรียนไม่แฉะแม้ในพื้นที่ภาคใต้ที่มีฝนตกชุกตลอดปี เป็นอัตลักษณ์สำคัญที่เกิดจากภูมิศาสตร์ใต้สุดของประเทศ ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย.
       5.ทุเรียนหมอนทองระยอง ตำนานความอร่อยจากชายฝั่งตะวันออก ต้นตำรับทุเรียนหมอนทองที่นำมาปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 1,600 ล้านบาท ปริมาณการผลิตเฉลี่ยมากกว่า 9,400 ตัน ราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 120–220 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อนที่มีลมทะเลพัดผ่านตลอดปี ช่วยให้ดินคายน้ำได้เร็วในช่วงเก็บเกี่ยว ทำให้ทุเรียนมีปริมาณน้ำในผลน้อย เนื้อจึงแห้งและเนียนนุ่มเป็นพิเศษ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคมาก จนเกษตรกรนำมาปลูกทั่วทั้งจังหวัดระยอง และผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือน ก.พ.-ก.ค.
      นอกจากนี้ ยังมีทุเรียน GI ไทยที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคอีกหลายรายการ ได้แก่ ทุเรียนนนท์ (นนทบุรี) ทุเรียนป่าละอู (ประจวบคีรีขันธ์) ทุเรียนปราจีน ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ ทุเรียนหลินลับแลอุตรดิตถ์ ทุเรียนสาลิกาพังงา ทุเรียนในวงระนอง ทุเรียนชะนีเกาะช้าง (ตราด) ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ (นครราชสีมา) ทุเรียนจันท์ (จันทบุรี) ทุเรียนทรายขาว (ปัตตานี) ทุเรียนทะเลหอย (กระบี่) ทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด (ตราด) และทุเรียนบางนรา (นราธิวาส) ซึ่งล้วนมีคุณภาพโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์โดนใจผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ
      “กรมจะส่งเสริมสินค้าทุเรียน GI และผลไม้ GI อื่นๆ ผ่านกิจกรรมและโครงการที่กรมจัดขึ้น อาทิ การจัดงาน GI Market ในกรุงเทพฯ และ GI Market Roadshow ในต่างจังหวัด การผลักดันสินค้า GI เข้าสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ การจัดโซนจำหน่ายสินค้า GI ในงาน Thaifex-Anuga การนำผู้ประกอบการ GI เข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน Foodex Japan การขยายช่องทางการตลาดสินค้า GI ในรูปแบบ In-Store Promotion และตลาดค้าส่งผลไม้ในจีน เป็นต้น เพื่อให้ทั่วโลกได้ลิ้มรสทุเรียนไทยคุณภาพสูงที่มีมาตรฐานการผลิตและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทั้งยังเป็นพลังสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรในท้องถิ่นและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชนของประเทศได้อย่างแท้จริง”นางอรมนกล่าว


ทุเรียน GIกรมทรัพย์สินทางปัญญา ปลื้ม! ทุเรียน GI ไทยกระแสแรง สร้างมูลค่าการตลาดทะลุ 6.8 หมื่นล้านบาท ชู 5 สุดยอดทุเรียนอัตลักษณ์ แชมป์มูลค่าสูงสุดแห่งปี
     กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านการขึ้นทะเบียนและคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นแตกต่างกันตามแหล่งกำเนิด โดยปัจจุบันมีทุเรียนไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI 19 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วไทย สร้างมูลค่าการตลาดสูงถึง 68,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพและมาตรฐานสินค้า GI ไทย
       นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยถึงภาพรวมความสำเร็จของการส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มทุเรียนไทย โดยทุเรียน GI 5 อันดับยอดนิยมที่สร้างมูลค่าการตลาดสูงสุดในปี 2568 ล้วนโดดเด่นด้วยอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ โดยส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ครองใจผู้บริโภค
นำโดย'ทุเรียนชุมพร'ขึ้นแท่นอันดับ 1 ทุเรียน GI ที่มีมูลค่าสูงสุดกว่า 49,000 ล้านบาท โดดเด่นด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตัว และแหล่งผลิตกว้างขวางจึงมีปริมาณการผลิตมากกว่า 379,000 ตัน ราคาขายเฉลี่ย 80 – 180 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่นเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่มีผลทรงกลม ร่องพูหนามชัดเจน เปลือกบาง เนื้อหนาเนียนละเอียด สีเหลืองอ่อน เส้นใยเหนียวนุ่ม รสชาติหวานมัน และมีกลิ่นหอมไม่ฉุน ซึ่งปลูกในพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมสองฝั่งทะเล ทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการของต้นทุเรียน มีผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี และมีมากช่วงเดือนพฤษภาคม – กุมภาพันธ์
       อันดับที่ 2 ทุเรียนทองผาภูมิ รสสัมผัสละมุนแห่งเทือกเขาตะนาวศรีของจังหวัดกาญจนบุรี สร้างมูลค่ากว่า 6,900 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 9,224 ตัน ราคาขายเฉลี่ย 100 – 300 บาท ต่อกิโลกรัม และบางช่วงราคาพุ่งสูงถึง 1,200 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่นคือเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เนื้อหนาเป็นครีมละเอียด สีเหลืองทองสวยงาม รสชาติหวานมัน กลิ่นไม่ฉุน และมีเปลือกบาง ซึ่งเป็นผลจากการปลูกในพื้นที่ดินลูกรังที่ระบายน้ำดีเยี่ยม ในเขตพื้นที่ 4 อำเภอของกาญจนบุรี ได้แก่ อำเภอทองผาภูมิ อำเภอไทรโยค อำเภอสังขละบุรี และอำเภอศรีสวัสดิ์ และท่ามกลางสภาพอากาศที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูงจากการอยู่ใกล้เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ ช่วยส่งเสริมให้เนื้อทุเรียนมีความเนียนนุ่ม แห้งและมีคุณภาพสูง โดยผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม
     อันดับที่ 3 ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ จากดินแดนภูเขาไฟโบราณ สู่ทุเรียนที่มีเนื้อแห้ง นุ่มเหนียว เนื้อละเอียด รสชาติหวานมันกำลังดี และกลิ่นหอมละมุนที่เป็นเอกลักษณ์ มีทั้งพันธุ์หมอนทอง ชะนี และก้านยาว สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 3,400 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 19,800 ตัน ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 150 – 200 บาทต่อกิโลกรัม โดยความลับความอร่อยคือการปลูกในดินที่เกิดจากภูเขาไฟโบราณ (หินบะซอลต์) ในอำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรลักษ์ และอำเภอศรีรัตนะ ซึ่งมีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชสูง ดินระบายน้ำได้ดีเยี่ยม ทำให้ทุเรียนไม่เป็นโรครากเน่าและเนื้อไม่แฉะ เริ่มมีการปลูกอย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2531 และกลายมาเป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงระดับโลกในปัจจุบัน โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน
      อันดับที่ 4 ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา อัญมณีจากใต้สุดแดนสยาม ทุเรียนที่ปลูกท่ามกลางหุบเขาและสายน้ำ ทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูง มีมูลค่าการตลาดกว่า 2,900 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 19,000 ตัน มีราคาขายเฉลี่ย 120 – 180 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่น คือ เนื้อแห้ง ละเอียด เส้นใยน้อย รสชาติหวานมันเข้มข้น มีกลิ่นเฉพาะตัวตามสายพันธุ์ ทั้งหมอนทอง ก้านยาว ชะนี พวงมณี มูซังคิง และหนามดำ โดยชื่อ “สะเด็ดน้ำ” มาจากสภาพพื้นที่ปลูกที่เป็นภูเขาและเนินเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100 เมตรขึ้นไป ซึ่งมีความลาดชันสูงทำให้ระบายน้ำได้เร็วมาก ส่งผลให้เนื้อทุเรียนไม่แฉะแม้ในพื้นที่ภาคใต้ที่มีฝนตกชุกตลอดปี เป็นอัตลักษณ์สำคัญที่เกิดจากภูมิศาสตร์ใต้สุดของประเทศ ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน
       อันดับที่ 5 ทุเรียนหมอนทองระยอง ตำนานความอร่อยจากชายฝั่งตะวันออก ต้นตำรับทุเรียนหมอนทองที่นำมาปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 1,600 ล้านบาท ปริมาณการผลิตเฉลี่ยมากกว่า 9,400 ตัน ราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 120 – 220 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อนที่มีลมทะเลพัดผ่านตลอดปี ช่วยให้ดินคายน้ำได้เร็วในช่วงเก็บเกี่ยว ทำให้ทุเรียนมีปริมาณน้ำในผลน้อย เนื้อจึงแห้งและเนียนนุ่มเป็นพิเศษ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคมาก จนเกษตรกรนำมาปลูกทั่วทั้งจังหวัดระยอง และผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม
       นอกจากนี้ ยังมีทุเรียน GI ไทยที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคอีกหลายรายการ ได้แก่ ทุเรียนนนท์ (นนทบุรี) ทุเรียนป่าละอู (ประจวบคีรีขันธ์) ทุเรียนปราจีน ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ ทุเรียนหลินลับแลอุตรดิตถ์ ทุเรียนสาลิกาพังงา ทุเรียนในวงระนอง ทุเรียนชะนีเกาะช้าง (ตราด) ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ (นครราชสีมา) ทุเรียนจันท์ (จันทบุรี) ทุเรียนทรายขาว (ปัตตานี) ทุเรียนทะเลหอย (กระบี่) ทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด (ตราด) และทุเรียนบางนรา (นราธิวาส) ซึ่งล้วนมีคุณภาพโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์โดนใจผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ
      อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า มูลค่าการตลาดที่สูงของทุเรียน GI นี้เป็นเครื่องยืนยันว่า สินค้า GI ไม่เพียงแต่เป็นสินค้าแห่งคุณภาพ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร กระจายรายได้สู่ชุมชน โดยกรมฯ จะเดินหน้าส่งเสริมการรักษาและควบคุมคุณภาพ และขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ทุเรียน GI ไทยยังคงเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมที่สร้างชื่อเสียงและรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน
      กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าทุเรียน GI เพื่อร่วมส่งต่อคุณค่าแห่งถิ่นกำเนิดให้คนในวงกว้างได้รับรู้ ทั้งนี้ กรมฯ จะส่งเสริมสินค้าทุเรียน GI และผลไม้ GI อื่นๆ ผ่านกิจกรรมและโครงการที่กรมฯ จัดขึ้น อาทิ การจัดงาน GI Market ในกรุงเทพฯ และ GI Market Roadshow ในต่างจังหวัด การผลักดันสินค้า GI เข้าสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ การจัดโซนจำหน่ายสินค้า GI
      ในงาน Thaifex-Anuga การนำผู้ประกอบการ GI เข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน Foodex Japan การขยายช่องทางการตลาดสินค้า GI ในรูปแบบ In-Store Promotion และตลาดค้าส่งผลไม้ในจีน เป็นต้น เพื่อให้ทั่วโลกได้ลิ้มรสทุเรียนไทยคุณภาพสูงที่มีมาตรฐานการผลิตและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทั้งยังเป็นพลังสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรในท้องถิ่นและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชนของประเทศได้อย่างแท้จริง

 

Click Donate Support Web 

EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100SME720x100 2024CKPower 720x100

QIC 720x100วิริยะ 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100ใจฟู720x100px