กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์ 'เทรนด์สิทธิบัตร' อ่านเกม 'อาหารโลก' ชูเทรนด์'อาหารแห่งอนาคต'หนุนนักวิจัยไทยเป็นเจ้าของนวัตกรรมตอบโจทย์ตลาด

Category: พาณิชย์
Published on Wednesday, 22 October 2025 03:32
Hits: 261

เทรนด์สิทธิบัตรกรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์ 'เทรนด์สิทธิบัตร' อ่านเกม 'อาหารโลก' ชูเทรนด์'อาหารแห่งอนาคต'หนุนนักวิจัยไทยเป็นเจ้าของนวัตกรรมตอบโจทย์ตลาด
     กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยผลการวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตร ด้านอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive Compounds) ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงของโลก สอดคล้องกับเทรนด์ 'สุขภาพ' และ'ความยั่งยืน' ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของโลกเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน
     นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า จากข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรืออาหารที่ปลอดภัยเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ตอบสนองวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ เช่น อาหารเสริมสุขภาพ อาหารเชิงฟังก์ชัน (Functional Food) โปรตีนทางเลือก และอาหารออร์แกนิก เป็นต้น และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และประมาณการว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านบาทในไทยในปี 2570
    และแม้ว่าปัจจุบันเริ่มเข้าสู่ระยะทรงตัว ไม่พุ่งแรง แต่ยังคงมีการแข่งขันสูงต่อเนื่อง โดยประเทศที่มีจำนวนสิทธิบัตรนวัตกรรมดังกล่าวสูง ได้แก่ จีน (ครองสิทธิบัตรมากที่สุด มากกว่า 1,500 ฉบับ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา) ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ ขณะที่ประเทศที่น่าจับตาในตลาดนี้ ได้แก่ อินเดีย ซึ่งมีการเติบโตสูงกว่า 26% ต่อปี และฟิลิปปินส์ ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยว่า แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมดังกล่าวเริ่มอยู่ในระยะทรงตัว แต่เมื่อเจาะลึกในรายละเอียด จะพบ 4 เทคโนโลยีกลุ่มย่อยที่กำลังมาแรงหรือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย ได้แก่
      (1) โปรตีนจากพืชและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Plant-based Proteins & Bioactive Compounds) ซึ่งเคยถึงจุดอิ่มตัว ก่อนกลับมาเติบโตอีกครั้งหลังช่วงโควิด-19 จากเทรนด์รักสุขภาพทั่วโลก นโยบายสิ่งแวดล้อมและสวัสดิภาพสัตว์ โดยสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยเป็นผู้ถือสิทธิบัตรหลักมากกว่าภาคเอกชน ส่งผลให้ในภาพรวมมีผู้ถือสิทธิบัตรประมาณ 2,100 – 2,900 ฉบับต่อปี
     (2) โภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) อยู่ในระยะเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อออกแบบสูตรอาหารหรืออาหารเสริมที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล โดยสาขานี้มีผู้เล่นหลากหลาย ทั้งบริษัทยาชีวภาพ และสถาบันวิจัย รวมผู้ถือสิทธิบัตรประมาณ 800 – 900 ฉบับต่อปี ตัวอย่างเช่น ระบบห้องครัวอัจฉริยะ การปรับเวลา อุณหภูมิ และสูตรอาหารเฉพาะบุคคล
     (3) เทคโนโลยีการหมัก (Fermentation Technology) คือกระบวนการใช้จุลินทรีย์เปลี่ยนวัตถุดิบอาหารให้มีคุณสมบัติใหม่ ทั้งในแง่เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและการปรับรสชาติอาหารให้ดีขึ้น ปัจจุบันถูกพัฒนาสู่เทคนิคขั้นสูง เพื่อสร้างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ภาพรวมของตลาดนี้อยู่ในช่วงอิ่มตัวหากมองในเชิงปริมาณ
    ซึ่งมีผู้ถือสิทธิบัตรประมาณ 200 – 300 ฉบับต่อปี แต่มีการแข่งขันในเชิงคุณภาพนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของโลกที่มีสิทธิบัตรด้านการหมักจำนวนมาก เนื่องจากมีวัตถุดิบและองค์ความรู้ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การหมักสมุนไพรจีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพยา
      และ (4) เทคโนโลยีการพิมพ์อาหาร 3 มิติ (3D Food Printing and Precision Nutrition) นับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ใช้ในการออกแบบอาหารโดยการขึ้นรูปทีละชั้น ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโครงสร้างซับซ้อนหลากหลายรูปทรง และสามารถเติมสารอาหารต่างๆ เข้าไป เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและควบคุมปริมาณองค์ประกอบต่างๆ ได้อย่างละเอียดและแม่นยำ เช่น การพิมพ์แท่งอาหารที่ปรับสัดส่วนโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน ให้ตรงความต้องการของนักกีฬาแต่ละคนการพิมพ์อาหารบดสำหรับผู้สูงอายุที่เคี้ยวยาก

      พร้อมเสริมสารอาหารที่จำเป็นอย่างแคลเซียมและโพรไบโอติกลงไปได้อย่างแม่นยำ เป็นต้น นวัตกรรมดังกล่าวมีโอกาสขยายตัวสูง โดยมีทั้งบริษัทยาและแบรนด์อาหารระดับโลกเข้ามาร่วมพัฒนา ผู้เล่นในเทคโนโลยีนี้เชื่อมโยง 3 วงจรนวัตกรรม ตั้งแต่งานวิจัยต้นน้ำ เทคโนโลยีดิจิทัลกลางน้ำ และแบรนด์อาหารปลายน้ำ รวมผู้ถือสิทธิบัตรประมาณ 200 – 300 ฉบับต่อปี
      สำหรับ โอกาสและทิศทางของไทย กรมฯ มองว่า 'Future Food' ไม่ใช่เพียงกระแส แต่เป็นสนามแข่งขันระดับโลกที่ไทยต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาประเภท 'สิทธิบัตร' เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่ผลักดันการเสริมแกร่งให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs
     ทั้งนี้ ไทยมีจุดแข็งด้านภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่นที่หลากหลาย ซึ่งผู้ประกอบการสามารถจับมือกับมหาวิทยาลัยและสตาร์ทอัพ เพื่อบ่มเพาะนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ เช่น การวิจัยเพื่อค้นหาสารออกฤทธิ์ใหม่ๆ จากพืช อาทิ กระชายที่ช่วยต้านการอักเสบ ใบบัวบกที่ช่วยเสริมความจำ
      รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมการหมักเพื่อต่อยอดสินค้า GI ในกลุ่มอาหารและพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น จะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพ แปลงเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ไปได้ไกลในตลาดโลก นอกจากนี้ ควรมีการปรับแนวคิดในภาคอุตสาหกรรมไทย จากการ 'ผลิตมากเพื่อขายวัตถุดิบ' เป็น 'คิดวิจัยให้มาก เพื่อขายสิทธิบัตร' เพื่อให้คนไทยเป็นเจ้าของนวัตกรรมที่โลกต้องการ นางอรมน กล่าว
      ทั้งนี้ สถิติคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในไทย ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีการยื่นคำขอสิทธิบัตร 190 คำขอ (ต่างชาติ 157 คำขอ และไทย 33 คำขอ) และคำขออนุสิทธิบัตร 470 คำขอ (ต่างชาติ 29 คำขอ และไทย 441 คำขอ)
     สำหรับ สถิติการจดทะเบียน มีการจดทะเบียนสิทธิบัตร 93 ฉบับ (ต่างชาติ 89 ฉบับ และไทย 4 ฉบับ) และจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร 163 ฉบับ (เป็นของคนไทยทั้งหมด) โดยกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดให้มีช่องทางเร่งรัด (Fast Track) ในการจดทะเบียน จากทั่วไปที่ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยของการจดทะเบียนสิทธิบัตรอยู่ที่ 38.5 เดือน
     นับจากวันยื่นขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ จะเหลือใช้เวลาเพียง 12 เดือน และอนุสิทธิบัตรจาก 12 เดือน เหลือ 6 เดือน ซึ่งในปี 2568 มีผู้ยื่นคำขอใช้ช่องทาง Fast Track 18 คำขอ และกรมได้จดอนุสิทธิบัตรให้แล้วจากช่องทางนี้ 16 ฉบับ เช่น ไอศกรีมนมอัลมอนด์เสริมโปรตีนจากจิ้งหรีด สารสกัดต้านอนุมูลอิสระ ข้าวเหนียวกึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์คล้ายเนื้อสัตว์ และสูตรผสมจุลินทรีย์โพรไบโอติก เป็นต้น

ดันขึ้นทะเบียน GIศุภจี ดันขึ้นทะเบียน GI เพิ่ม หลังมี 241 รายการ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1.14 แสนล้าน
      ศุภจี เดินหน้า Quick Big Win ผลักดันขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ต่อเนื่อง ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 241 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.14 แสนล้านบาท และคุมเข้มคุณภาพ มาตรฐาน หาตลาดทั้งในและต่างประเทศ เผยล่าสุดนำโชว์ที่งานธงเขียว ธงฟ้า จ.ศรีสะเกษ ได้รับตอบรับดี
     นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าอัตลักษณ์ชุมชน โดยกำหนดให้เป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Big Win ผ่านการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันมีจำนวน 241 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 114,000 ล้านบาท และให้มุ่งรักษาคุณภาพ มาตรฐาน สินค้า GI ผ่านการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI และขยายโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้า GI ทั้งในและต่างประเทศ

      ทั้งนี้ ในช่วงการลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้มีการนำสินค้า GI จาก จ.ศรีสะเกษ และจังหวัดติดชายแดน ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา มาจัดแสดงและจำหน่ายในงานมหกรรมธงเขียวราคาประหยัด (ปุ๋ยราคาประหยัด) และงานมหกรรมธงฟ้า (สินค้าราคาประหยัด) เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า เสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและเพิ่มรายได้
     สำหรับ สินค้า GI ที่ได้นำมาจัดแสดงและจำหน่าย ได้แก่ กระเทียมศรีสะเกษ หอมแดงศรีสะเกษ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ครุน้อยบ้านสะอางศรีสะเกษ ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์ ข้าวหอมมะลิอุบลราชธานี พริกไทยจันท์ และมะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว เป็นต้น ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะสินค้า GI เหล่านี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ สร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่มาแล้ว
      นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังจะเดินหน้าผลักดันและสนับสนุนเกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการสินค้า GI อย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและขยายฐานตลาดอย่างยั่งยืน
โดยจับมือกับพันธมิตรทางการค้ารายสำคัญ เช่น ตลาดจริงใจ ฟาร์มเมอร์มาร์เก็ต และท็อปมาร์เก็ต

    รวมถึงการนำเสนอสินค้าผ่านอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ เพิ่มมูลค่า และตอกย้ำภาพลักษณ์สินค้า GI ที่เป็นสินค้าคุณภาพที่มีเอกลักษณ์และอัตลักษณ์เฉพาะเชื่อมโยงกับพื้นที่ผลิตให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง นำมาสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรในชุมชนท้องถิ่นต่อไป
      ปัจจุบัน จ.ศรีสะเกษ มีสินค้า GI ทั้งหมด 7 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมทุ่งกุลาร้องไห้ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง หอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ และครุน้อยบ้านสะอางศรีสะเกษ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดกว่า 4,500 ล้านบาท

 

Click Donate Support Web 

MTI 720x100NHA Baner

PTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100EXIM One 720x90 C JMTL 720x100SME720x100 2024CKPower 720x100

QIC 720x100วิริยะ 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100ธกส 720x100ใจฟู720x100pxAXA 720 x100